
คือเวลาเฉลี่ยที่คนเราต้องใช้เพื่อ ดึงสมาธิกลับสู่งานเดิม หลังถูกขัดจังหวะเพียงครั้งเดียว สะท้อนว่า “การเสียโฟกัส” มีต้นทุนสูงกว่าที่คิด
อ้างอิงงานวิจัยด้านสมาธิและการทำงานของ Gloria Mark, University of California, Irvine หนังสือ Attention Span
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1991 ในมื้ออาหารมื้อหนึ่งที่ บิล เกตส์ (Bill Gates) และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ได้พบกันเป็นครั้งแรก
คุณแม่ของบิล เกตส์ ได้ขอให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารเขียนคำเพียงคำเดียวที่สรุป “เหตุผลเบื้องหลังความสำเร็จ” ของตัวเองลงในกระดาษ
เป็นเรื่องบังเอิญ สิ่งที่ทั้งสองคนเขียนออกมา กลับเป็นคำเดียวกัน นั่นคือคำว่า “โฟกัส”
ถ้าหลักการนี้คือเคล็ดลับความสำเร็จในยุค 90s ในทศวรรษนี้มันยิ่งสำคัญขึ้นเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะสำหรับคนเป็น “ผู้บริหาร”
ทำไมโฟกัสในยุค AI ถึงยากและสำคัญกว่าที่เคย?
ในอดีต ความวุ่นวายของธุรกิจอาจจำกัดอยู่แค่ปัญหาลูกค้า ปัญหาทีมงาน หรือคู่แข่งรายเดิมๆ
แต่ในยุคปัจจุบันที่มี AI และ Data มหาศาลหลั่งไหลเข้ามาทุกวินาที สิ่งที่ผู้บริหารต้องเจอไม่ใช่แค่ “ปัญหาที่ต้องแก้” แต่คือข้อมูลและโอกาสใหม่ๆ ที่ท่วมท้นเข้ามาให้เลือกตลอดเวลา (Information Overload)
เมื่อทุกสิ่งรอบตัวขยับขับเคลื่อนด้วยความเร็วแสง ข้อมูลใหม่ๆ มีมาทุกวัน เทคโนโลยีใหม่เปิดตัวทุกสัปดาห์ มันง่ายมากที่ผู้บริหารจะตกหลุมพราง รีบกระโจนเข้าหาทุกเทรนด์และทุกปัญหา จนสุดท้ายสูญเสียโฟกัสที่แท้จริงไป
การเป็นผู้บริหารในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่การบริหารเวลาเพื่อเคลียร์ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือ “การบริหารศักยภาพในการโฟกัส” เพื่อไม่ให้องค์กรหลงทิศทางท่ามกลางพายุความเปลี่ยนแปลง
แล้วผู้บริหารจะยกระดับการโฟกัสในโลกที่หมุนไวนี้ได้อย่างไร?
การจะรักษาและยกระดับการโฟกัสให้เฉียบคมในยุคที่ทุกอย่างดูเร่งด่วนไปหมด ไม่ใช่การทำงานให้หนักขึ้น แต่ต้องปรับเกณฑ์วิธีคิดใหม่ผ่าน 3 แกนหลักนี้ครับ
- ดึงตัวเองออกจาก Operation เพื่อรักษาภาพรวม (Macro)
ในยุคที่ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยจัดการงาน Routine ได้แล้ว หน้าที่ของผู้บริหารจึงไม่ใช่การลงไปแข่งแก้ปัญหาหน้างาน แต่คือการมองภาพใหญ่ แยกให้ออกว่าอะไรคือ “สัญญาณจริง (Signal)” ที่มีผลต่ออนาคตของบริษัท และอะไรคือ “เสียงรบกวน (Noise)” ที่สมาธิของเราไม่ควรเสียเวลาไปกับมัน - สร้างหลักเกณฑ์การลำดับ “ความสำคัญ” ท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนไว
ยิ่งโลกภายนอกเปลี่ยนเร็ว เกณฑ์ภายในขององค์กรยิ่งต้องชัดเจน อะไรคือ Core Value หรือเป้าหมายสูงสุดของไตรมาสนี้? หากมีโปรเจกต์ใหม่หรือเทคโนโลยี AI ตัวใหม่เข้ามา ถ้ามันไม่ได้ตอบโจทย์ Core Value นี้โดยตรง ผู้บริหารต้องกล้าที่จะปฏิเสธ หรือ “เลื่อนออกไปก่อน” เพื่อรักษาโฟกัสของทีม - ย้ายจุดโฟกัสจากการ “แก้ปัญหา” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต”
ผู้บริหารหลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันไปกับเรื่องที่เร่งด่วนแต่ไม่ได้เปลี่ยนเกม ลองเปลี่ยนมาโฟกัสกับเรื่องที่สำคัญ และช่วยวางรากฐานระยะยาว เช่น การปรับ Business Model หรือการอัปสกิลคนในองค์กรให้อยู่รอดในยุค AI
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและน่าตื่นเต้นในวันนี้ คำถามสำคัญที่ผู้บริหารทุกคนต้องกลับมาทบทวนไม่ใช่ “เราจะทำอย่างไรให้เร็วขึ้น?”
แต่เป็น “ท่ามกลางเรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ เรากำลังโฟกัสในสิ่งที่ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าจริงๆ หรือเปล่า?”
สรุป 3 ข้อ
- โฟกัสยุค AI ไม่ใช่การทำงานให้เร็วขึ้น แต่คือ การแยก “สัญญาณจริง” ออกจาก “เสียงรบกวน”
- ตั้งเกณฑ์ Core Value ให้ชัด แล้ว กล้าปฏิเสธหรือเลื่อน สิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ เพื่อรักษาโฟกัสของทีม
- ย้ายเวลาจาก “แก้ปัญหาเร่งด่วน” ไปสู่ “สร้างการเติบโตระยะยาว” (ปรับ business model, อัปสกิลคน)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมโฟกัสถึงยากขึ้นในยุค AI?
เพราะข้อมูล โอกาส และเทคโนโลยีใหม่หลั่งไหลเข้ามาตลอดเวลา (Information Overload) ทำให้ผู้บริหารตกหลุมพรางรีบกระโจนเข้าหาทุกเทรนด์และทุกปัญหา จนสูญเสียโฟกัสที่แท้จริง
ผู้บริหารควรโฟกัสกับอะไร?
แยก “สัญญาณจริง (Signal)” ออกจาก “เสียงรบกวน (Noise)”, จัดลำดับความสำคัญตาม Core Value ขององค์กร และย้ายโฟกัสจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การสร้างการเติบโตระยะยาว
การเสียโฟกัสมีต้นทุนแค่ไหน?
งานวิจัยของ Gloria Mark แห่ง UC Irvine พบว่าหลังถูกขัดจังหวะเพียงครั้งเดียว คนเราต้องใช้เวลาเฉลี่ยราว 23 นาที กว่าจะดึงสมาธิกลับสู่งานเดิมได้เต็มที่
โฟกัสในยุคนี้ต่างจากการบริหารเวลาอย่างไร?
ไม่ใช่แค่การบริหารเวลาเพื่อเคลียร์ปัญหาเฉพาะหน้าให้เร็ว แต่คือ “การบริหารศักยภาพในการโฟกัส” เพื่อไม่ให้องค์กรหลงทิศทางท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
อยากให้เราช่วยดูว่า
ธุรกิจคุณควรเริ่มจากตรงไหน?
เริ่มจากการคุยเพื่อเข้าใจธุรกิจจริงของคุณ แล้วเราจะช่วยดูว่าควรเริ่มออกแบบจากจุดไหน
มีคนตอบจริง · จันทร์–ศุกร์ 9:00–18:00